ในยุคที่โลกการทำงานเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแข่งขัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เลือกที่จะเดินหน้าฝ่ากระแสด้วยปณิธานอันตระหง่าน นั่นคือการมุ่งสร้างความสุขให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนขององค์กรอย่างแท้จริง มข. เชื่อมั่นว่าบุคลากรคือหัวใจสำคัญที่สุด การขับเคลื่อนองค์กรจึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต สานต่อความสุข ผูกร้อยความรักองค์กร และสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (Work-Life Balance) อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่ถูกตอกย้ำไว้อย่างชัดเจนในแผนยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2568–2571 โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่ 7 ด้านการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ที่มุ่งพลิกโฉมการดูแลคนทำงาน และกลยุทธ์ที่ 7.3 ซึ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถพร้อมสร้างความผูกพันอย่างยั่งยืน ทว่าบนเส้นทางแห่งความมุ่งมั่นนี้ จากการสำรวจอย่างลึกซึ้ง มข. ได้ค้นพบความท้าทายชิ้นใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ นั่นคือ “ช่องว่างทางการสื่อสาร” ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรนับพัน นโยบายที่ยอดเยี่ยมจากส่วนกลางมักเดินทางไปไม่ถึงผู้ปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน ในขณะเดียวกัน เสียงสะท้อน ปัญหา หรือแม้แต่ไอเดียสร้างสรรค์จากคนทำงานหน้างานก็มักเลือนหายไปก่อนจะส่งกลับมาถึงส่วนกลาง เมื่อขาดกลไกเชื่อมโยงที่ทรงพลัง มข. จึงตัดสินใจทลายกำแพงข้อจำกัดนี้ ด้วยการเฟ้นหาตัวแทนพนักงานที่มีหัวใจบริการและเข้าใจเพื่อนร่วมงานอย่างลึกซึ้ง ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “เครือข่ายนักสร้างสุขและความผูกพัน” เพื่อเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน

ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลง และเข็มทิศสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อจุดประกายภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ มหาวิทยาลัยจึงได้จัดงานเปิดตัว “โครงการเสริมสร้างความสุข ความผูกพันของบุคลากร” ขึ้นอย่างเป็นทางการและยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังบวก ความกระตือรือร้น และความหวังในการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้กับพื้นที่ทำงาน โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ภัทรวิทย์ พลพินิจ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ขึ้นกล่าวเปิดงานพร้อมมอบวิสัยทัศน์ที่ทรงพลัง ท่านได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุด 3 ประการที่จะพลิกโฉมการดูแลบุคลากร ประการแรกคือการสร้างท่อส่งน้ำเลี้ยงแห่งการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) เพื่อให้ทุกฟีดแบ็กจากทุกคณะและหน่วยงานได้รับการรับฟังและตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไร้รอยต่อ ประการที่สองคือการติดปีกความรู้และพัฒนาศักยภาพให้บุคลากรแกนนำ กลายเป็นนักจัดกิจกรรมสร้างสุขประจำพื้นที่ที่ดึงศักยภาพและรอยยิ้มของคนในทีมออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และประการสุดท้ายคือการสร้างศูนย์กลางที่แข็งแกร่งในการรวบรวม Best Practice รวมถึงผลการดำเนินงานจากทุกพื้นที่ เพื่อนำความสำเร็จเล็กๆ เหล่านี้ไปต่อยอด ขยายผล และกำหนดเป็นนโยบายดูแลทรัพยากรบุคคลระดับมหาวิทยาลัยที่สามารถปฏิบัติได้จริงและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว
ถอดรหัสหัวใจ “นักสร้างสุข” เสน่ห์และพลังที่ซ่อนอยู่ในหน่วยงาน แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต้องเริ่มต้นจากการปรับฐานรากทางความคิดและทำความเข้าใจบริบทที่ถูกต้อง เซสชันในช่วงแรกจึงเปรียบเสมือนการปลุกความเป็นผู้นำและการค้นหาตัวตนที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้เข้าร่วมทุกคน โดย นายสถิตย์ แก้วบุดตา ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล ได้ชวนทุกคนมาล้อมวงพูดคุยและตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนความคิดว่า “เราคือใคร ทำไมมหาวิทยาลัยถึงต้องการเรา และเราจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร” กิจกรรมนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้เข้าร่วมจากการเป็นเพียงพนักงานที่ทำงานตามหน้าที่ ให้กลายเป็น “นักกระตุ้นและผู้จุดประกาย” (Catalyst) ในหน่วยงานของตนเอง บทบาทของพวกเขาไม่ใช่ภาระงานที่เพิ่มขึ้น หรือการถูกบังคับให้ต้องจัดงานรื่นเริงตลอดเวลา แต่คือศิลปะในการสร้างสรรค์พื้นที่ปลอดภัย การเป็นผู้ฟังที่ดี การลดความตึงเครียดในยามวิกฤต และการสานสัมพันธ์คนในทีมให้แน่นแฟ้นด้วยความเข้าใจบริบทของหน่วยงานตนเองดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการร่วมกันกางแผนที่และกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในแต่ละปี เพื่อให้เครือข่ายนักสร้างสุขทุกคนมองเห็นภาพความสำเร็จร่วมกัน มีทิศทางที่ชัดเจน และพร้อมจะออกเดินทางไปสู่เป้าหมายการปั้น มข. ให้เป็นองค์กรสุขภาวะที่ทุกคนภาคภูมิใจ
อาวุธทางจิตวิทยาและเครื่องมือทรงพลังเพื่อศิลปะฮีลใจคนทำงาน ความตั้งใจอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ การจะเป็นนักสร้างสุขที่ยอดเยี่ยมจึงต้องมีชุดเครื่องมือที่เฉียบคมและใช้ได้จริง งานในครั้งนี้จึงปิดท้ายด้วยเซสชันที่เรียกเสียงฮือฮาและสร้างความประทับใจได้อย่างล้นหลามจากนายไชยมนู กุนอก นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ ที่มาเปิดกล่องเครื่องมือทางจิตวิทยา (Toolkit) ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ล้ำสมัยและจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมได้ดำดิ่งลงไปซึมซับทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Listening) ที่มากกว่าแค่การได้ยิน แต่คือการฟังให้ถึงความรู้สึกภายใน การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) เพื่อให้พร้อมรับมือและเด้งกลับจากทุกพายุความเปลี่ยนแปลง การใช้สติและสมาธิ (Mindfulness & Meditation) เพื่อดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันท่ามกลางกองงานที่วุ่นวาย การตามหาความหมายอันลึกซึ้งในเนื้องาน (Meaningful Work) รวมถึงการเปิดกระจกสะท้อนตัวตน (Self-awareness & Self-reflection) เพื่อพัฒนาตนเอง และที่น่าสนใจสะดุดตาที่สุดคือการนำเสนอแนวคิด “Death Cleaning” ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือศาสตร์แห่งการจัดระเบียบชีวิต การเคลียร์สิ่งของและภาระทางใจที่ไม่จำเป็นทิ้งไป เพื่อละทิ้งความหนักอึ้งและคืนความเบาสบายให้กับจิตใจ เครื่องมือสุดสร้างสรรค์ทั้งหมดนี้จะพลิกโฉมเครือข่ายนักสร้างสุขฯ ให้กลายเป็นกำลังสำคัญที่จะเปลี่ยนบรรยากาศออฟฟิศที่แสนธรรมดา ให้กลายเป็นพื้นที่อันอบอุ่นที่บุคลากร มข. ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานในทุกๆ เช้าได้อย่างมหัศจรรย์
ความสุขขององค์กร ไม่ได้เริ่มจากนโยบาย… แต่เริ่มจาก ‘หัวใจ’ ของพวกเราทุกคน” มข. ขอส่งพลังใจและติดอาวุธฮีลใจให้กับ “เครือข่ายนักสร้างสุขและความผูกพัน” ทุกท่าน คุณคือโซ่ข้อกลางคนสำคัญที่จะมาทลายกำแพงการสื่อสาร และเปลี่ยนออฟฟิศที่แสนหนักอึ้ง ให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยพลังแห่งการรับฟัง ความเข้าใจ และความใส่ใจ… จงเชื่อมั่นว่าตัวคุณคือ “ผู้จุดประกาย” ที่ยิ่งใหญ่ มาร่วมกันเปลี่ยนที่ทำงานให้เหมือนบ้าน และขับเคลื่อน มข. สู่องค์กรแห่งความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน… ลุยเลย! นักสร้างสุขทุกคน!
ดาว์นโหลดภาพกิจกรรม https://storage.kku.ac.th/share.cgi?ssid=8783bcaadc5047da949b066e1c314894





































